บทเรียนจากเสาร์ซาวเอ็ด สู่การไปต่อของต้น-ศิริศักดิ์ ไชยเทศ และเชียงใหม่ไพรด์ 2026

อย่างที่เราบอกไปว่า ซาวเอ็ดได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จลาจลโค่นลมงานเชียงใหม่เกย์ไพรด์ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2552 ซึ่งนับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ ก็ 17 ปีพอดี

เราตัดสินใจเปิดหน้าสื่อออนไลน์นี้ด้วยการกลับมาพูดคุยกับพี่ต้น-ศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และพนักงานบริการ ในฐานะหนึ่งในแนวหน้าที่เผชิญเหตุการณ์ดังกล่าว จนมาสู่การเป็นประธานคณะทำงานเชียงใหม่ไพรด์ ซึ่งจากที่หลายคนเคยคิดว่า เหตุการณ์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2552 จะทำให้เชียงใหม่ไม่มีงานไพรด์อีกเลย

แต่หลังจากนั้น 10 ปี เชียงใหม่ไพรด์กลับมาได้อีกครั้งอย่างสง่างาม และทำให้จังหวัดเชียงใหม่มีงานไพรด์เป็นธรรมเนียมประจำปี เพื่อเป็นการเบิกฤกษ์เดือน Pride Month ของประเทศไทย

จากปมบาดแผลที่ฝังลึกในใจจนพี่ต้นไม่อยากกลับมาจัดงานไพรด์อีก มาถึงวันที่มีผู้คนและเยาวชนที่เห็นถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น อยากทำให้งานไพรด์ในแดนล้านนากลับมาจัดได้ จนถึงวันที่เชียงใหม่กลับมามีงานไพรด์จริงๆ พี่ต้นบอกเราว่า ณ วันนั้นพี่ต้นจำได้ทุกรายละเอียด ทุกขบวนพาเหรด และทุกนาทีของกิจกรรม ทำให้พี่ต้นมีความสุข มีน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจ และทำให้พี่ต้นนอนไม่หลับไปอีกสองวัน

ยิ่งตอกย้ำว่า เชียงใหม่ไพรด์เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะชุมชน

และต่อให้จะไม่มีใครทำสิ่งๆ นี้ ทั้งงานพาเหรดและการรำลึกถึงเหตุการณ์​เสาร์เอ็ด พี่ต้นก็ยังยืนหยัดที่จะทำสิ่งนี้ต่อไป

บาดแผล 17 ปีที่ค่อยๆ ตกตะกอน

ถามว่าผ่านมา 17 ปีแล้ว บาดแผลหรือความเจ็บปวดมันลดลงไหม เมื่อเห็นว่าวันนี้เชียงใหม่ไพรด์กลับมาจัดได้และใหญ่ขึ้นทุกปีจนกลายเป็นอีเวนต์ประจำปีที่คนรอคอย ความเจ็บปวดมันลดลงเพราะเราได้เรียนรู้อะไรมากมายค่ะ เราเรียนรู้ตั้งแต่วันที่โดนล้อมแล้ว ทุกคนคงจำฉากที่เราจุดเทียนกันได้ โดยมีพี่อวยพร (เขื่อนแก้ว) เป็นผู้นำจิตวิญญาณ พยายามสอนให้เราให้อภัย นั่งสมาธิ ไม่โกรธแค้น และทำความเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์

ตอนนั้นความโกรธมันลดลงเพียงนิดเดียว ความเกลียดชังยังรุนแรงอยู่ แต่พอมาถึงปัจจุบันมันเหลือน้อยมาก เพราะเราพยายามค้นหาเหตุผลว่าเขาทำไปเพื่ออะไร ใครอยู่เบื้องหลัง และเราเชื่อว่าไม่มีใครอยากเกิดมาเพื่อให้คนเกลียด หรืออยากทำร้ายคนอื่น มันอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่เขาต้องการสร้างผลงานหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าความโกรธนั้นไม่ลดลง พี่คงไม่สามารถก้าวข้ามจนมีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ สมัยก่อนพี่ถึงขั้นกลัวคนใส่เสื้อแดง เห็นแล้วแพนิคเลย แต่ตอนนี้เราใช้หลักสิทธิมนุษยชนมาดำเนินชีวิต มันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เรายังพูดถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ แต่เราไม่ได้พูดด้วยความเกลียดชัง เราพูดถึงเหตุผลของมัน เราไม่ลืม และพยายามสื่อสารประวัติศาสตร์ซ้ำๆ เพราะการพูดซ้ำคือการทำให้สังคมรับรู้และสร้าง Impact ทั้งในและนอกประเทศ จนกลายเป็นกำลังใจที่ทำให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง

การเล่าเรื่องเดิมที่เล่าซ้ำได้อย่างภาคภูมิใจ

ทุกครั้งที่มีสื่อหรือนักวิจัยมาสัมภาษณ์ พี่ดีใจค่ะ ถ้าไม่มีใครมาถามเลยนั่นแสดงว่าสังคมไทยกำลังเพิกเฉยต่อความรุนแรง พี่ภูมิใจและยินดีที่จะเล่าซ้ำ เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าประเทศไทยไม่ใช่แดนสวรรค์ของเพศหลากหลายอย่างที่คิด เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความรุนแรงที่มีมานานและยังมีอยู่ สมัยก่อนเวลาเล่าพี่จะร้องไห้ทุกคำ เพราะภาพจินตนาการมันย้อนกลับมา แต่ช่วง 2 ปีหลังมานี้พี่เริ่มฮึบได้ ไม่ร้องไห้แล้ว มันไม่ใช่การก้าวข้ามแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทรงจำ เราเลือกได้ว่าจะมองให้มันเป็นบทเรียน เป็นความภูมิใจในประวัติศาสตร์ หรือเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศตื่นรู้ ขึ้นอยู่กับวิธีคิดว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร

วันที่เชียงใหม่ไพรด์กลับมา

ตอนที่มีคนเดินมาบอกว่าอยากจัดเชียงใหม่ไพรด์ อีกครั้ง พี่ดีใจมากจนน้ำตาไหล มันทำให้รู้สึกว่าภารกิจเราสำเร็จแล้ว เพราะงานนี้ไม่ใช่ของศิริศักดิ์คนเดียว แต่มันเป็นของทุกคน ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในช่วง 10 ปีที่เว้นว่างไป พี่เคยกลัวและแพนิคจนไม่กล้าจัด ทำได้แค่จัดงานรำลึกเล็กๆ แต่พอผ่านไปโลกมันเปลี่ยนไป เรามีคนสนับสนุนมากขึ้น โดยเฉพาะพลังของคนรุ่นใหม่อย่างกลุ่ม Young Pride Club (ปัจจุบันคือ มูลนิธิยังไพรด์) ที่ลุกขึ้นมาสู้ในทุกประเด็น ไม่ใช่แค่เรื่องเพศ มันทำให้พี่มั่นใจว่าเราทำได้

ภาพตอนขบวนปี 2019 เดินไปถึงประตูท่าแพ เป็นความภูมิใจที่พูดไม่ออก พี่น้ำตาไหลตอนให้สัมภาษณ์นักข่าว มันคือความปริ่มเปรมจนนอนไม่หลับไปสองคืน ในหัวมีแต่ภาพคนเดินขบวน การแสดง และรอยยิ้มของทุกคน พี่จำรายละเอียดได้ทุกวินาที มันมีความสุขมากจริงๆ

การให้อภัยแต่ไม่ลืม

กับกลุ่มคนที่เคยขัดขวาง หลายคนหายหน้าไป บางคนถูกจำกัดอิสรภาพ บางคนลี้ภัยทางการเมือง พี่ไม่รู้จะคุยกับเขาเพื่ออะไร แม้จะมีคนเสนอให้ไปเรียกร้องให้เขามาขอโทษคนเชียงใหม่ แต่พี่มองว่าถ้าเขาจะขอโทษ เขาต้องทำด้วยความจริงใจและสำนึกเอง ไม่ใช่เพราะเราไปอ้อนวอน ส่วนเพื่อนร่วมทางที่เคยโดนจลาจลด้วยกัน ทุกคนต่างยินดีและสนับสนุนที่ Pride กลับมาจัดได้อีกครั้ง ถึงขั้นช่วยระดมเงินทุนตั้งต้นให้ พี่บอกเลยว่าเหตุการณ์ปี 52 มันทำให้พี่เข้าใจซึ้งถึงคำว่า “ถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์” แต่มันก็หล่อหลอมให้พี่กลายเป็นนักสู้จนถึงทุกวันนี้

ความหมายและบทเรียนจากเชียงใหม่ไพรด์

เชียงใหม่ไพรด์มีความหมายที่สุดในชีวิตพี่ มันอยู่ในเนื้อในตัวพี่ไปแล้ว ต่อให้เหลือพี่คนเดียว พี่ก็จะจัดงานรำลึกต่อไป และพี่ภูมิใจที่เห็นไพรด์เกิดขึ้นทั่วประเทศ มันพิสูจน์ว่าความเจ็บปวดที่เราเคยเจอได้กลายเป็นพลังให้คนอื่น แม้โลกจะเริ่มกลับไปสู่กระแสอนุรักษ์นิยม หรือคนจะมองว่าขบวนไพรด์พาเหรดไม่จำเป็นแล้วเพราะมีสมรสเท่าเทียม แต่พี่มองว่ามันยังจำเป็น เพราะ Pride คือการสร้าง Community และการมีส่วนร่วม ยิ่งมีคนคิดต่าง เรายิ่งต้องพูดให้มากขึ้น สื่อสารให้มากขึ้น

ถ้าถามว่าถ้าไม่ได้ทำเขียงใหม่ไพรด์ ชีวิตจะเป็นยังไง พี่ตอบไม่ได้ เพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้น ต่อให้พี่อายุ 80 หรือ 90 พี่ก็จะยังอยู่ในขบวน Pride อาจจะเปลี่ยนบทบาทไปอยู่เบื้องหลังบ้าง แต่ไม่มีทางลาออกจากวงการนี้แน่นอน บทเรียนสำคัญที่สุดข้อเดียวที่พี่ได้จากการจัดงานคือ “ความร่วมมือจากชุมชน” เพราะ Pride ไม่ใช่ของ LGBTQ+ แต่เป็นของทุกประเด็น ทุกอาชีพ และของทุกคนอย่างแท้จริง

ภาพ: ศิริศักดิ์ ไชยเทศ / คณะทำงานเชียงใหม่ไพรด์

Contributors

Avatar photo

ดินดีคือดินร่วน กะเทยอ้วนคือกะเทยดี มีหลุมหลบภัยชื่อสุรพันธ์ ทุกบ้านชื่อเดียวกัน @zurapuntube