ไม่กี่วันก่อน “อีจัน” คัทซีนฉากคอมเมนต์สุดดุเดือดของตือ-สมบัษร ถิระสาโรช ที่นั่งเก้าอี้กรรมการในการประกวด Miss Tiffany 2026 โดยกล่าวถึงประเด็นการ “เรียกร้องที่มากเกินไป” ของคนข้ามเพศที่อยากได้ “นางสาว” มาใช้ ซึ่งถ้ามองในโลกของคนทั่วไป หลายคนก็เริ่มคิ้วขมวดกับทรรศนะดังกล่าว

แต่แน่นอน ในฐานะคนทำงานประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ เรื่องนี้เรายอมรับไม่ได้ ไม่ได้เลย

เราเลยตัดสินใจเข้าไปดูฉากเต็มๆ เพื่อดูบริบทในการกล่าววาทะดังกล่าว ก่อนจะพบว่าเป็นการคอมเมนต์ในการประกวดรอบ The Change Maker ซึ่งเป็นจุดขายของเวทีทิฟฟานี่ปีนี้ ผู้เข้าประกวดทั้ง 24 คนจะต้องนำเสนอ “โครงการ” ที่ทำเพื่อผลักดันชุมชนเพศหลากหลายในพื้นที่ของตัวเองเพื่อเป็นข้อประกอบการพิจารณาของปีนี้ โดยฉากนี้เกี่ยวข้องกับผู้เข้าประกวดหมายเลข 14 อย่างนาบุญ ผลาศักดิ์ ที่เธอนำเสนอโครงการ Pride Event Arts ที่เธอกำลังผลักดันสิทธิของนิสิตเพศหลากหลายในการใช้หอพักภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“เรายังเห็นแนวคิดกรอบสองเพศภายในทัศนคติของคน รวมถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในสถานศึกษา ตั้งแต่ชุดนิสิต ห้องน้ำ รวมถึงหอพักนิสิต ซึ่งนาบุญเผชิญปัญหานี้โดยตรง และได้ชูประเด็นนี้ขึ้นมาในโครงการของนาบุญค่ะ”

โครงการ Pride Event Arts ของนาบุญมีธีมหลักคือ “สมรสเท่า(เทียม)แล้วยังไงต่อ” โดยนอกจากสมรสเท่าเทียมแล้ว นาบุญเลือกโฟกัสว่า คนข้ามเพศต้องการอะไร ตั้งแต่การรองรับด้านกฎหมาย ไปจนถึงการยอมรับในเชิงทัศนคติ ผ่านกิจกรรมนิทรรศการ และงานเสวนา โดยกิจกรรมจัดที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งนาบุญคาดหวังให้โครงการนี้ทำงานกับกลุ่มเป้าหมายโดยสร้าง “มุมมองที่ปราศจากอคติทางเพศ” ซึ่งสิ่งนี้สำคัญต่อการทำให้คนข้ามเพศเข้าถึงสิทธิทางกฎหมาย และในเชิงนโยบายอีกหลายมิติ

นาบุญใช้โครงการนี้ในการผลักดันให้ชั้นหนึ่งของหอพักในมหาวิทยาลัย เป็นชั้นสำหรับนิสิตข้ามเพศ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในการเก็บผลสำรวจอยู่ ซึ่งนาบุญเล่าเพิ่มว่า เวลานาบุญใช้ชีวิตในหอพักนิสิต เธอต้องเผชิญกับสายตาของเพื่อนร่วมหอพักที่ทั้งตกใจ สงสัย และคำพูดที่ว่า “ทำไมมีผู้หญิงในหอพักชาย”

“นาบุญคิดได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องคิดร่วมกันว่า เราจะทำยังไงให้นิสิตข้ามเพศ และนิสิตที่เป็น Cisgendered Male เกิดความพอใจร่วมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกับสุขภาพจิตและคุณภาพในการเรียน การทำงานด้วย” นาบุญเสริม

จากทรรศนะนี้พร้อมกับการตอบคำถามของนาบุญที่บอกว่า เธอไม่ได้มองว่าเธอต้องเอาตัวเองออกมาจากปัญหา หากปัญหาไม่ถูกแก้ โดยนาบุญระบุว่ามันเป็นสิทธิของเธอในฐานะนิสิตที่สามารถอยู่ในหอพักได้ ก่อนที่ตือจะพูดกับเธอว่า “เธอเป็นคน Aggressive (ก้าวร้าว) เหมือนกันเนอะ” ทำให้อาร์ต-อารยา อินทรา สวนกลับทันควันเลยว่า นี่ไม่ใช่การก้าวร้าว แต่เป็นการใช้สิทธิ์ของตัวเอง

ตือเสริมว่า ทางแก้ของปัญหาดังกล่าวมันยากมากจากการทำเรื่องไปหาองค์กรนักศึกษาต่างๆ เธอจึงยืนยันทางแก้เดิมว่า ถ้าแก้ที่องค์การนักศึกษาไม่ได้ แก้ที่เราก่อนดีมั้ย นาบุญจึงตอบคำถามนี้ว่า การแก้ไขปัญหาที่ตัวเองมันเป็นการผลักภาระให้เธอต้องจัดการตัวเอง ตือจึงย้ำอีกครั้งว่าคำตอบนี้คือการแสดงความ Aggresive และชวนให้คิดถึงการ Compromise หรือประนีประนอมผ่านการจัดการตัวเอง

โดยอาร์ตมองต่างจากตือ และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนาบุญว่า นี่คือการเคลื่อนไหวด้วยวิถีสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้อง โดยเริ่มต้นผ่านทำแบบสำรวจซึ่งเป็นรากฐานของการเคลื่อนไหวที่สมเหตุสมผล และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“พี่อาร์ตเห็นว่านี่คือการ Active ทางสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องที่สุด และพี่อาร์ตเห็นด้วยว่าการคิดอย่างชาญฉลาดผ่านแบบสำรวจ ซึ่งเป็นการทำประชามติ แล้วนำข้อเสนอนี้ส่งต่อ ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องมาก ปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ มันเกิดขึ้นแบบนี้มานานมาก หนูไม่ใช่คนแรกที่โดน ฉะนั้น ทำไมเราต้องเอาปัญหากลับมาเข้าตัว ในเมื่อสังคมรู้อยู่แล้วว่ามันเกิดขึ้น ให้มันเป็นปัญหาของสังคม ไม่ใช่ปัญหาของบุคคล ดังนั้น สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ” อาร์ตกล่าว

แต่ตือก็ยังยืนยันในเรื่องการ “จัดการตัวเอง” จนเกิดการปะทะฝีปากระหว่างกรรมการทั้งสองคน และตือก็เน้นเรื่องทัศนคติของเธอมากๆ ว่า ถ้าเอาตัวเองออกมาไม่ได้ ให้เอาตัวเองออกมาก่อน และการเคลื่อนไหวใดๆ ต้องมี Solution หรือทางแก้ก่อน และต้อง “ถอย” ให้เป็น จากนั้นจึงเป็นการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนของทั้งตือและอาร์ต โดยตือยืนยันว่าทัศนคติของนาบุญก้าวร้าวเกินไป แต่อาร์ตมองว่า นี่คือวิถีสิทธิมนุษยชนและการเคลื่อนไหวของนาบุญ ถูกต้องตามวิถีแล้ว ก่อนที่ตือจะยืนยันว่า ต้องรู้จักการประนีประนอมและยอมให้เป็น ก่อนที่เธอจะ Walk-out ออกจากห้องไป

ตือกลับเข้ามาอีกครั้งก่อนจะพูดวาทะอย่างที่เราเห็นในอีจันว่า “คนที่ใช้ชีวิตในโลกใบนี้ ต้องรู้จักการประนีประนอม รู้จักเรียกร้องได้ แต่ไม่ใช้ก้าวร้าว สิ่งที่หนูทำ (แบบสำรวจหอพัก) พี่ไม่ติด สิ่งที่หนูเรียกร้อง พี่สนับสนุน พี่มีปัญหาเรื่องทัศนคติของหนู เรียกร้องกันอยู่ได้ อยากเป็นนางสาว มีมดลูกรึเปล่า ถ้าไม่มีมดลูก ไม่ต้องเป็นนางสาว การประนีประนอมทำให้โลกนี้ดีขึ้น”

ในเมื่อเราเห็นบริบทของเรื่องนี้อย่างครบถ้วนแล้ว เราจึงสามารถสรุปได้แล้วว่า ตือยืนยันในความคิดของการ “จำนน” ต่อปัญหาที่แก้ไม่ได้ ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่เกินตัวเกินไป หรือการที่วงสนทนานั้นไม่รับฟังความคิดเห็นของเธอ ซึ่งนาบุญพยายามชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่เธอเผชิญไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่มีผลกับนักศึกษาคนข้ามเพศในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของหอพักที่อาจตามการพลวัตความหลากหลายไม่ทัน

ตือไม่สามารถผลักปัญหานี้เป็น “เรื่องส่วนตัว” ของปัจเจกบุคคล โดยการใช้คำว่า “Compromise” จากบริบทนี้ คือการบังคับให้ผู้ที่ประสบปัญหาต้องสยบยอมกับปัญหา ปรับตัวให้ยอมรับกับโครงสร้างที่ไม่โอบรับกลุ่มเพศหลากหลาย และคนข้ามเพศ ซึ่งอย่างที่กรรมการบางท่านบอกว่า การขับเคลื่อนสิทธิในวาระนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็นมาก

แต่เหมือนกับว่าตือจะใช้ไพ่ใบสุดท้ายเพื่อต่อรองอำนาจในบทสนทนา นั่นคือการผลักดันเรื่องคำนำหน้านาม ที่กลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะตือใช้ “มดลูก” ซึ่งเป็นอวัยวะของเพศกำเนิดหญิงเป็นเครื่องมือในการกดทับคนในชุมชนกันเอง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผิดอย่างมหันต์

ถึงแม้จะมีอัพเดทล่าสุดมากๆ ว่าตอนนี้ตือไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการในการประกวดรอบต่อๆ ไป แต่เราถือว่าทรรศนะของตือในครั้งนี้อันตรายมากจริงๆ เพราะนอกจากที่เธอจะเพิกเฉยต่อความเจ็บปวด การถูกลิดรอนสิทธิ์ และการถูกเลือกปฏิบัติของเพศหลากหลาย รวมถึงคนข้ามเพศแล้ว การกดทับและลดทอนคุณค่าคนในชุมชนผ่านอวัยวะหนึ่งๆ คือเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ

และเราขอแสดงความเคารพต่ออาร์ต อารยา ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวตามวิถีสิทธิมนุษยชน รวมถึงนาบุญที่เลือกจะพูดประเด็นดังกล่าวในที่สาธารณะด้วย

ภาพและอ้างอิง: Miss Tiffany

Contributors

Avatar photo

Pride > Prejudice