กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาทัวร์ลงกันฉ่ำในโลกโซเชียล เมื่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อนุมัติสวัสดิการ “ยาฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศ” เข้าไปในสิทธิบัตรทองซึ่งมีผลแล้ว โดยจะจัดสรรยาได้อย่างเร็วที่สุดไปยังจุดบริการ 50 แห่งในวันที่ 10 มิถุนายน 2569

มองเผินๆ นี่คือหมุดหมายครั้งสำคัญของประเทศไทยในการก้าวสู่สังคมที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ “สวรรค์ของ LGBTIQAN+” หลังจากที่เราเพิ่งผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาได้ไม่นาน และมันช่างเข้ากับเดือน Pride Month ของปีนี้

แต่ในความเป็นจริง เสียงสะท้อนที่ตีกลับมาจากฝั่งบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มคนทั่วไปกลับเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย คำถามที่ตามมาคือ การ “ต่อต้าน” ที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาเรื่องงบประมาณสาธารณสุขจริงๆ หรือลึกๆ แล้ว สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาวะ “ปากว่าตาขยิบ” ที่ปากบอกว่ายอมรับ

แต่พอจะให้สิทธิที่จับต้องได้ กลับบอกว่า “เรียกร้องมากเกินไป”?

ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำว่า “งบประมาณไม่พอ”

เหตุผลคลาสสิกที่เรามักจะได้ยินจากฝั่งผู้คัดค้าน โดยเฉพาะคุณหมอและคนทำงานหน้างาน คือเรื่องของ “การจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัด”

ภาพของโรงพยาบาลรัฐที่คนไข้ล้นเตียง หมอพยาบาลทำงานจนสมองไหล คิวรักษามะเร็งหรือฟอกไตที่รอนานข้ามเดือน ถูกนำมาเปรียบเทียบทันทีว่า “ในเมื่อยารักษาโรคที่เป็นความตายของคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม ทำไมเราต้องเอาเงินภาษีไปจ่ายค่ายาฮอร์โมนซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องของความต้องการส่วนบุคคล?”

ถ้าเรามองผ่านเลนส์ของระบบ “เหมาจ่ายรายหัว” ของบัตรทอง ก็ต้องยอมรับว่าหมอไม่ได้พูดผิด เพราะเมื่อ สปสช. ประกาศสิทธิประโยชน์ใหม่ แต่ไม่ได้เติมเงินก้อนใหม่ลงไปในระบบ โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็ต้องไปเจียดเงินถุงเดิมมาบริหารจัดการ แถมคนไข้ที่ต้องการฮอร์โมนก็มักจะวิ่งเข้าหาโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในเมือง ทำให้โรงพยาบาลเหล่านั้นต้องแบกรับทั้งค่าตรวจแล็บ ค่าจิตแพทย์ และค่ายาเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

แต่คำถามที่น่าคิดกว่านั้นคือ สัดส่วนของคนข้ามเพศที่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนในประเทศไทย มันมีจำนวนมากขนาดที่จะทำให้ระบบสาธารณสุขล่มสลายจริงหรือ?

ในแง่ของประชากรศาสตร์ กลุ่มคนที่ต้องการข้ามเพศและเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์อย่างถูกต้องถือเป็น “กลุ่มประชากรย่อยเฉพาะ” ที่มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ เงินงบประมาณที่ใช้จริงสำหรับยากลุ่มนี้จึงไม่ได้มหาศาลอย่างที่หลายคนสร้างภาพความน่ากลัวขึ้นมา

140 ล้านบาทกับภาพลวงตาเรื่อง “ระบบล่มสลาย”

ถ้ายกเรื่องหลักการหรือความรู้สึกออกไป แล้วหันมาคุยกันด้วยคณิตศาสตร์พื้นฐาน วาทกรรมที่ว่านโยบายนี้จะทำให้ “ระบบสาธารณสุขล่มสลาย” หรือ “คนไข้โรคร้ายแรงจะโดนแย่งเงินช่วยชีวิต” จะกลายเป็นเรื่องเกินจริงไปทันที

ถ้าลองกางตัวเลขงบประมาณที่ สปสช. กันออกมาสำหรับโครงการนี้ คือประมาณ 140 ล้านบาทต่อปี แล้วลองเอาไปวางเทียบกับงบประมาณกองทุนบัตรทองภาพรวมทั้งหมดของประเทศที่สูงถึงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี เราจะพบความจริงที่ชวนอึ้งว่า เงินค่ายาฮอร์โมนก้อนนี้คิดเป็นสัดส่วนแค่ราวๆ 0.07% ของงบทั้งหมดเท่านั้น

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ มันเหมือนเรามีเงินอยู่ในกระเป๋า 1,000 บาท แล้วเจียดเงินไปซื้อของแค่ 70 สตางค์ ถ้าถามว่าเงินแค่ 70 สตางค์นี้ มันมีอานุภาพมากพอที่จะทำให้เราถังแตกหรือบ้านล้มละลายได้เลยมั้ย แน่นอนว่าคำตอบคือ “ไม่”

ตัวเลข 0.07% จึงเป็นหลักฐานชั้นดีที่ช่วยเจาะฟองสบู่ความกลัวของสังคมให้แตกดังโพละ มันฟ้องชัดเจนว่าในมิติของ “เม็ดเงิน” นโยบายนี้ไม่ได้สะเทือนระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าเลยแม้แต่น้อย และเมื่อข้ออ้างเรื่องเงินไม่พอถูกปัดตกไป สิ่งที่เหลืออยู่และถูกเปลือยออกมาให้เห็นอย่างล่อนจ้อน จึงมีเพียงแค่วาทกรรมสร้างความกลัวเพื่อใช้ปกปิดอคติ และความไม่อยากแชร์ทรัพยากรส่วนรวมให้กับกลุ่มคนเหล่านี้

กลุ่มคนที่สังคมมองและตีตราว่าเป็น “คนอื่น” ก็เท่านั้นเอง

เมื่อตัวเลขจริงไม่ได้เยอะ แล้วทำไมกระแสต่อต้านถึงรุนแรงนัก?

ความย้อนแย้งและอคติภายใต้หน้ากาก “ความหวังดี” ตรงนี้เองที่ทำให้เราเริ่มมองเห็นความลักลั่น หรือความปากว่าตาขยิบของสังคม หลายคนเลือกที่จะใช้เหตุผลเรื่อง “ความคุ้มค่าเชิงระบบ” หรือ “ความปลอดภัยในผู้เยาว์” มาเป็นข้อสังเกตในการแสดงความคิดเห็น แต่ลึกๆ แล้วต้องยอมรับว่าชุดความคิดเหล่านี้ ส่วนหนึ่งมันเกิดจากความไม่เข้าใจและอคติที่ฝังลึก มองว่าอัตลักษณ์ทางเพศของคนข้ามเพศเป็นเพียง “ไลฟ์สไตล์” หรือ “ความพึงพอใจส่วนตัว” ที่คล้ายกับการทำศัลยกรรมความงาม

นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ที่คนในสังคมมองไม่เห็นว่า สำหรับคนข้ามเพศแล้ว ภาวะทุกข์ใจในเพศสภาพ (Gender Dysphoria) หรือการที่เนื้อตัวร่างกายไม่ตรงกับจิตใจ มันส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตอย่างรุนแรง นำไปสู่โรคซึมเศร้า และอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงลิ่ว การได้รับฮอร์โมนอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์จึงไม่ใช่เรื่องของ “ความสวยความงาม” แต่เป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีสุขภาวะ”

ความปากว่าตาขยิบสะท้อนออกมาผ่านวิธีคิดที่ว่า “เป็น LGBT น่ะเป็นไปเถอะ เดินพาเหรดเราก็ไปร่วมชม จัดงานแต่งเราก็ไปแสดงความยินดี แต่อย่ามาจับต้องเงินภาษีของฉันนะ” มันคือการยอมรับแค่ในเชิงสัญลักษณ์ และอาจมองว่ามันเป็นแค่กระแส แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องมีภาระผูกพัน มีการแชร์ทรัพยากรร่วมกันในฐานะพลเมืองที่เท่าเทียม ความยอมรับนั้นจะหดตัวลงทันที แล้วแทนที่ด้วยวาทกรรมว่า “พวกนี้เรียกร้องมากเกินไป”

ตราบใดที่สังคมไทยยังมองความหลากหลายทางเพศเป็นแค่เรื่องสีสันบนเวที หรือเป็นสิทธิที่มีให้ได้แค่ตอนที่ไม่กระทบเงินในกระเป๋า เราก็คงหนีไม่พ้นคำครหาเรื่อง “ปากว่าตาขยิบ”

การจัดสรรฮอร์โมนเข้าไปในบัตรทองครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การทดสอบระบบสาธารณสุขไทยว่าพร้อมมั้ย แต่เป็นการภาพอีกฟากฝั่งหนึ่งของความเท่าเทียมที่เราพร่ำบอกว่ามี

จริงๆ แล้วมันเป็นความเท่าเทียมที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือเป็นแค่ภาพลวงตาที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองดูดีในสายตาโลกเท่านั้นเอง

อ้างอิง: สปสช.

Contributors

Avatar photo

Pride > Prejudice